

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก นิตยสาร ฅ คน
ในขณะที่สังคมยังคงเป็นสีเทาอึมครึม แต่อีกมุมหนึ่งของพื้นที่กรุงเทพมหานคร ความรักไร้เดียงสา ความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกันของ "แบงค์ ปรีดิ์พจน์ โวหารสุนทร" และ "รจนา-สุวิมล แซ่ตั้ง" หนุ่มสาวที่สติปัญญาไม่ค่อยดีคู่หนึ่ง ก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเป็นสีชมพู เพราะอะไรทำไมโลกของพวกเขาถึงเป็นสีชมพู วันนี้เราจะพาไปค้นหาคำตอบนี้กันค่ะ . . .
ณ ศูนย์พัฒนาปัญญาและฟื้นฟูสมรรถภาพ สมาคมเพื่อบุคคลปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ที่ตั้งอยู่ในซอยรามอินทรา 8 ชานเมืองหลวง ที่นี่คือโรงเรียนแห่งการเรียนรู้สำหรับผู้พิการทางสมอง ที่มีความรู้สึกนึกคิดไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ นักเรียนทั้งหมด 32 ชีวิต มีทั้งผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองได้บ้างเล็กน้อย ไปจนถึงช่วยเหลือตัวเองได้แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ แบงค์ ปรีดิ์พจน์ โวหารสุนทร เด็กหนุ่มวัย 17 ปี ก็เป็น 1 ใน 32 ชีวิต ที่ดำรงชีวิตอยู่ในศูนย์ฯ แห่งนี้
"แบงค์" ย่างก้าวเข้ามาอยู่ที่ศูนย์ฯ ได้ประมาณ 4 ปีเศษแล้ว โดยเขาไม่สามารถแยกได้ว่าใครคือนักร้อง ใครคือนายกรัฐมนตรี (ปัจจุบันแบงค์ยังเข้าใจว่า นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี) และความคิดเขาก็เหมือนเด็กอายุ 10 ขวบ สาเหตุอาจเป็นเพราะว่าเมื่อครั้งที่ลืมตาดูโลก แม่ของแบงค์ไม่สามารถคลอดเองตามธรรมชาติได้ หมอที่ทำคลอดก็ไม่ได้ผ่าออก กลับตัดสินใจใช้คีมดึงหัวออกมา ซึ่งเป็นไปได้ว่าระหว่างนั้นเขาขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมองชั่วคราว ถึงทำให้เกิดภาวะพิการทางสมอง
"แบงค์" เป็นหนุ่มที่มีหน้าตาคมเข้ม ดุดัน จนทำให้ใครๆ มองว่าเขาน่าจะมีนิสัยโหดเหี้ยม แต่จริงๆ แล้วนิสัยของแบงค์ กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะเขาเป็นคนที่ที่มีนิสัยสนุกสนาน น่าเริง ยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา กิจกรรมที่โปรดปรานและชอบทำในยามว่าง คือ การฟังเพลง โดยเฉพาะเพลงรัก เพลงอกหัก นอกจากเขาจะอารมณ์ดีมีรอยยิ้มอยู่เป็นนิตย์แล้ว เอกลักษณ์ของเขาอีกประการหนึ่งที่ขึ้นชื่อ คือ การเป็นนักรักตัวยง จนใครๆ ให้ฉายาว่า "ขุนแผนกลับชาติมาเกิด"

"ผู้หญิงในอุดมคติไม่จำเป็นต้องสวย รวย หรือโด่งดังเป็นที่รู้จัก ขอแค่เข้าใจและพูดภาษาเดียวกันก็พอ" แบงค์ เผยสเปกสาวในฝัน
ถึงแม้ว่าจะมีสาวๆ มากมายมาหลงใหล ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นการคิดไปเองในจินตนาการของแบงค์มากกว่า หากจะมีเพียงหนึ่งเดียวที่เข้ามาในกับดักแห่งความรักของเขา ก็คงเป็นหญิงสาวที่มีความรู้ความสามารถในระดับเดียวกัน นามว่า "สุวิมล แซ่ตั้ง" หรือที่ทุกๆ คนในศูนย์ฯ เรียกเธอว่า "รจนา" สาวรูปร่างตุ้ยนุ้ย ที่เคยอาศัยอยู่ศูนย์ฯ มาก่อน ซึ่งเธอแก่กว่าแบงค์ 13 ปี หากแต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะอายุทางการรับรู้ของทั้งคู่ใกล้เคียงกัน พูดจาภาษาเดียวกัน รวมไปถึงการเข้าใจซึ่งกันและกัน
แม้จะมีไอคิวห่างจากคนปกติ แต่รจนากับแบงค์ก็มีความสุขร่วมกันได้ ไม่ต่างจากคู่รักคนอื่นๆ ทุกๆ วันเสาร์ อาทิตย์ที่แบงค์กลับมาอยู่บ้าน ทั้งคู่จะนัดกันออกไปเดินเที่ยวตามห้างสรรพสินค้า ไปเดินดูของ ร้องเพลง ถ่ายรูป ดูหนัง เพื่อหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต และถึงแม้ว่าทั้งคู่จะควงกันไปไหนมาไหน แต่ถ้าถามถึงความสัมพันธ์แล้ว ทั้งคู่จะตอบตรงกันประหนึ่งคู่รักดาราว่า "เราเป็นเพื่อนกัน ไม่มีอะไรทั้งนั้น เพื่อนก็คือเพื่อน รักกัน เรียนยังไม่จบ แฟนคือเรียนจบแล้วค่อยเป็นแฟนกัน ตอนนี้ยังเรียนหนังสืออยู่ก็เป็นเพื่อนกัน คู่รักก็คือเอาแหวนสวมให้กัน ก็จะเป็นคู่รักกัน ... อะฮื้อ ... "
ถึงแบงค์จะมีรจนาอยู่ในห้องหัวใจ แต่ตามประสาคนเจ้าชู้ประตูดิน มีหรือที่แบงค์จะไม่หว่านเสน่ห์เมื่อมีสาวๆ มาอยู่ใกล้ๆ และยิ่งรจนาไม่ได้อยู่ที่ศูนย์ฯ เหมือนแต่ก่อน เพราะต้องออกไปดูแลอากงที่บ้าน ยิ่งทำให้แบงค์มีโอกาสโปรยรอยยิ้มให้กับสาวๆ มากขึ้น ซึ่งเวลาที่แบงค์เจอสาวถูกใจ เขาจะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ตบมือด้วยความเขินอาย และถ้าจับความรู้สึกได้ว่าเธอมองส่งสายตากลับมา ไม่ว่าจะด้วยเจตนาและเหตุผลใดก็ตาม บทเพลงหวานๆ จากปากของชายหนุ่มก็จะดังขึ้นทันที
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวรักสามเส้าขึ้นจนได้ เพราะหลังจากที่รจนาย้ายออกจากศูนย์ฯ แบงค์ก็ไปเจอกับสาวที่เขาถูกใจนางหนึ่ง เธอมีชื่อว่า "ฝน" ที่เพิ่งเข้ามาอยู่ที่ศูนย์ฯ ก่อนที่รจนาจะออกไปได้ไม่นาน

ฝนเป็นเด็กสาวที่มีทุกๆ อย่างตรงข้ามกับรจนาโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็น รูปร่างบอบบาง ผิวพรรณขาวเนียน หน้าตาออกหมวยเล็กๆ รวมไปถึงบุคลิกและลักษณะนิสัย มีหรือที่หัวใจนักรักอย่างแบงค์จะไม่ละลายเมื่อพบเห็นหน้าเธอ โดยวิธีจีบฝนของแบงค์คือ ถ้าเจอฝนที่ไหน เขาจะพยายามส่งสายตาให้ฝ่ายหญิงรับรู้ หลังจากสบตากันได้ที่แล้ว แบงค์ก็จะเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด เช่น ในเวลาพักรับประทานอาหาร เขาจะคอยปรนนิบัติต่างๆ นานา หาข้าว น้ำ และขนม มาให้ฝนลิ้มรส ถึงเวลากินหมดก็ล้างจานให้อีก นอกจากจะดูแลแล้ว แบงค์ก็ไม่พลาดที่จะหาของขวัญน่ารักๆ มากำนัลให้เสมอ แต่การจะชนะใจสาวอย่างฝนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฝนคิดกับแบงค์เพียงแค่เพื่อนเท่านั้น
ขณะเดียวกัน หากเปรียบความรักที่แบงค์มีต่อฝนและรจนาคงแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว เพราะขณะที่ฝนได้รับการปรนนิบัติพัดวีอย่างดี แต่รจนากลับได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตรงกันข้ามหมด เมื่อรจนาถามถึงความรักที่มีให้แบงค์ยิ่งตอกย้ำว่า "เป็นมากเกินกว่าเพื่อน แต่ไม่ใช่คนรัก" แถมในยามที่แบงค์มีปัญหาหัวใจกับฝน เขามักจะโทรไประบายให้รจนาฟังอยู่เสมอๆ และเมื่อความรักของแบงค์และฝนมาถึงทางตัน ขุนแผนน้อยก็หวนกลับคืนมาสู่อ้อมอกของรจนาเหมือนเดิม

"เขาก็เป็นแบบนี้แหละ งอนกันไปงอนกันมา แต่สุดท้ายก็ยังใช้ชีวิตปกติ วันจันทร์ ศุกร์ อยู่ที่ศูนย์ วันเสาร์ อาทิตย์ ก็กลับบ้าน ไม่มีอะไร แต่เราไม่ขัดขวาง มันเป็นสิทธิที่เขาจะมีความรัก เขาก็เหมือนกับคนทั่วไปอยากมีความรัก เรารู้สึกว่าความรักที่เขามีให้กันมันบริสุทธิ์ ไม่มีเสแสร้ง และไม่ได้มุ่งหวังถึงเรื่องเพศสัมพันธ์ เด็กพวกนี้ไม่รู้หรอกว่าแฟนคืออะไร เขาแค่อยากจะมีเพื่อนเท่านั้น ที่สำคัญเราไม่ควรไปห้ามเขา ยิ่งเราไปห้ามเขาก็เท่ากับว่าทำให้เขาไม่มีเพื่อนๆ เพราะอย่าลืมว่าคนทั่วไปจะมาคบเขาเป็นเพื่อนสนิทไม่มี เขามีกันแค่นี้จริงๆ ถ้ามีใครสักคนที่สามารถทำให้เขารู้สึกว่าเป็นเพื่อนเขา เขาก็จะรักและหวงแหน ที่เป็นอย่างนั้นเพราะมาจากการที่พวกเขาไม่มีใคร เด็กๆ พวกนี้ถึงการรับรู้ของพวกเขาจะด้อยกว่าคนอื่น แต่เวลาที่เราให้ความรักกับเขา เขาจะสัมผัสได้ และเขาจะตอบแทนความรักนั้นกลับมา ยกตัวอย่าง เช่น เวลาเขาทำผิดแล้วเราลงโทษเขาโดยการเพิกเฉย เขาก็จะกลัว แล้วก็แคร์ความรู้สึกตรงนี้มาก เวลาผ่านไปเขาก็จะมาง้อ มาบอกว่าเขารักเรา คือเขากลัวว่าเราจะไม่พูดกับเขาไปตลอด" ครูจิ๊บ-อารยา ชนะพลชัย หัวหน้าศูนย์ฯ กล่าว
เป็นไปได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างแบงค์กับรจนา หรือแม้กระทั่งฝน ที่เชื่อมโยงกันไปมา แท้จริงแล้วเป็นเพราะเมื่อเหลียวซ้ายแลขวาไปรอบๆ ข้าง พวกเขาไม่เห็นใครอื่นให้แสดงออกในฐานะคนพิเศษ อย่างเช่นแบงค์ที่ทุกคนมักจะเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าเข้มๆ ของเขาอยู่เสมอ แต่จริงแล้วข้างในเขากลับรู้สึกโดดเดี่ยวต้องหาที่พึ่งพิง
ทุกครั้งที่เขากลับบ้าน เขาจะถูกปล่อยให้เผชิญชีวิตอยู่คนเดียว โดยมีเงินเพียง 40 บาท เป็นเพื่อน ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจเขามากหนัก เพราะแม่ของเขาซึ่งเคยเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ แต่มาประสบอุบติเหตุรถชนกระทบกระเทือนทางสมอง ปัจจุบันมีอาการหลงๆ ลืมๆ ไม่สามารถทำงานอะไรได้ ภาระต่างๆ จึงตกอยู่ที่พ่อของเขา ที่ต้องพบกับภาวะความกดดันและต้องทำงานหนัก
แต่ก่อนแบงค์เคยมีเพื่อนเป็นคนปกติทั่วไป แต่เพื่อนเหล่านั้นใช้สติปัญญาที่เหนือกว่าหลอกให้เขาทำอะไรไม่สมควร เช่น สูบบุหรี่ กินของแปลก หรือให้โชว์อวัยวะอันพึงสงวน เพื่อสร้างความบันเทิงให้ มิหนำซ้ำถ้ารู้ว่าแบงค์มีเงินก็จะรีดไถเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปจนหมด

สำหรับรจนาชีวิตของเธอผิดแผกไปจากแบงค์ เพราะตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยมีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันเลย เนื่องจากสติปัญญาและการรับรู้ที่มีไม่เท่ากัน จะมีก็แต่เด็กเล็กที่ชอบมาเล่นกับรจนาอยู่บ่อยๆ จนทำให้เธอกลายเป็นเด็กโข่งของกลุ่ม และถ้าจะมีใครสักคนในชีวิตที่เธอไม่สามารถขาดเขาได้ คนๆ นั้นไม่ใช่แบงค์หรือแม้กระทั่งครูจิ๊บ แต่เป็น วีรวรรณ แซ่ตั้ง ผู้หญิงที่รจนาเรียกเธอว่าแม่ตั้งแต่เล็ก ซึ่งแท้จริงแล้วเธอคือน้าสาวของเธอ ที่เลี้ยงดูรจนามาตั้งแต่ยังเด็ก ในขณะที่แม่แท้ๆ ของรจนาหนีไปแต่งงานใหม่อยู่ที่ประเทศฮ่องกง ขณะที่คนในครอบครัวไม่มีใครเหลียวแลรจนา ต่างก็เห็นว่าเธอคือภาระ ทำให้วีรวรรณต้องแบกภาระการเลี้ยงดูรจนาเรื่อยมา ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหนก็ไม่เคยคิดที่จะทิ้งกัน แต่อาจจะมีบ้างบางครั้งที่ความกดดัน ความหวาดกลัวเกิดขึ้นในใจวีรวรรณ
"คือมันเครียดนะ เราอยู่กันแค่สองคนก็ไม่รู้จะคุยกับใคร เพราะคุยกับเขา เขาก็ไม่รู้เรื่อง เรามองตากันพบว่ามีคนหนึ่งสติแตก ส่วนอีกคนหนึ่งก็กำลังจะแตกเหมือนกัน เราคิดว่าจะปล่อยให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ เพราะมันจะตายทั้งคู่ จึงตัดสินใจไปปรึกษาโรงเรียนราชานุกูล ว่าเด็กมีปัญหาอย่างนี้จะทำอย่างไร เขาก็แนะนำให้พาไปบำบัดที่ศูนย์ฯ เราก็เลยให้เขาไปอยู่ ถ้าเลือกได้เราก็อยากให้เขาตายก่อน เพราะถ้าเราตายก่อนมันจะไม่มีใครดูแลเขา แต่ถ้าสิ้นเราไปจริงๆ ก็คงไม่มีใครดูแลเขาได้ดีกว่าศูนย์ฯ เพราะศูนย์ฯ ก็เปรียบเสมือนฟบ้านของเขา เขามีครอบครัว มีเพื่อน อยู่ที่นั่น มันทำให้เขาอบอุ่นแล้วก็ไม่เหงา" วีรวรรณ กล่าว
เส้นทางชีวิตของแบงค์และรจนา อาจมีเส้นทางความเป็นไปเป็นมาแตกต่างกัน ทว่า สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงคือการที่ทั้งคู่ถูกปฏิเสธจากคนรอบข้าง มากกว่าที่จะต้อนรับเหมือนๆ กัน ทำให้ความรักของทั้งคู่ เชื่อมโยงส่งถึงกัน แม้ว่าความรักจะไม่ได้มากมายถึงขนาดทำให้แบงค์และรจนาตายแทนกันได้ แต่อย่างน้อยชีวิตของทั้งคู่ก็ไม่ได้แห้งแล้งอย่างที่เคยเป็น
คลิกอ่านความคิดเห็นของเพื่อนๆ ได้ที่นี่ค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

เรื่องจากปก " โลกนี้มีเพียงแค่เรา " รักไร้เดียงสาของเขาและเธอบนโลกเดียวดาย ที่ความรักอาจมิได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป
แนะนำเนื้อหาในนิตยสาร ฅ คน ฉบับที่ 37 เดือนมกราคม พ.ศ.2552
เรื่องจากปกโลกนี้มีเพียงแค่เรา
รักไร้เดียงสาของเขาและเธอบนโลกเดียวดาย ที่ความรักอาจมิได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป
เรื่องเอก ปงสนุก สร้างวิหารน้อย เปรียบดั่งสะพาน เชื่อมสมานผู้คน
หมู่บ้านเล็กๆ ชื่อปงสนุก เลือกหนทางยาก เพื่อรักษาอัจฉริยะภาพแห่งอดีตที่รังสรรค์ขึ้นในรูปของวิหารน้อยจัตุรมุข เนื่องเพราะความแน่วแน่ในวิถี อดีต กับปัจจุบัน จึงถูกเชื่อมสมานเข้าด้วยกันอย่างน่าประทับใจ
สัมภาษณ์พิเศษ : ประจักษ์ ก้องกีรติ
บทสัมภาษณ์ที่เข้มข้นของนักวิชาการเลือดใหม่ ผู้ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย บางที การฝากผีฝากไข้ไว้กับเด็กเมื่อวานซืนอย่างเขา อาจทำให้คนรุ่นเก่านอนตายตาหลับ
สกูปพิเศษ สภากาแฟ : สภาสมานฉันท์สานเสวนา
การเมืองที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ในทำเนียบฯ หรือ หน้าสนามบิน แต่อยู่ในถ้อยคำสนทนาของผู้คนบนโต๊ะเสวนาริมทาง แม้ภาพที่เห็นผ่านสื่อประหนึ่งผู้คนจวนเจียนจะฆ่ากัน แต่ความจริง หลังแก้วกาแฟหอมกรุ่น ไม่ได้บอกว่าเป็นเช่นนั้น
ทะเลคน ทะเลใจ เงาสุขในรอยน้ำตา
ยี่สิบปีกับสามีใจเหี้ยม และภาระเลี้ยงดูลูกๆ ไม่สมประกอบ 5 คน ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง เมื่อปาดน้ำตาออกไป จะเห็นแววตาแห่งความสุขอยู่ในนั้น





